Home บทความ / เอกสาร ฌานทำให้บรรลุมรรคผลได้อย่างไร?
ฌานทำให้บรรลุมรรคผลได้อย่างไร?
Written by Administrator   
Monday, 28 August 2006 15:47

 

ฌานทำให้บรรลุมรรคผลได้อย่างไร?

How to Enlighten by Absorption

เมื่อพูดถึงเรื่องฌานสมาธิแล้ว จะได้ยินหลายคนพูดคัดค้านเสมอว่า มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่คนในยุคปัจจุบันนี้จะทำได้ เพราะมีสิ่งรบกวนจิตใจมาก หรือบางคนอาจพูดว่า มันเป็นเรื่องที่สูงเกินไป ไม่มีคนทำได้หรอก เพียงแต่พูดๆ กันไป ตามเรื่องเล่าในอดีตเท่านั้นเอง

ความจริงเรื่องนี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว  หลายคนที่มีบารมีเดิมในอดีตมาดี ก็เคยทำได้เป็นบางครั้งบางคราวอยู่บ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่านั่น คือฌานสมาธิ ที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ เช่น บางคนในเวลานั่งสมาธิเมื่อจิตสงบนิ่งได้อารมณ์พอเหมาะแล้ว จะเกิดความรู้สึกถึงความปลื้มปีติขึ้นมาในขณะนั้นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ผ่านไป แต่จิตใจยังติดใจถึงอารมณ์ในขณะนั้นอยู่ไม่มีลืม ต่อจากนั้นก็ไม่เคยได้อีกเลยอย่างนี้ก็มี  เหมือนอย่างเช่นพระพุทธเจ้าตอนเป็นพระกุมาร ขณะประทับนั่งเล่นอยู่คนเดียว ทำสมาธิถึงฌานขั้นแรก  แต่พระองค์ก็ไม่รู้หรอกว่า ภาวะตอนนั้นเป็นปฐมฌาน (ฌานขั้นที่ 1) แต่พระองค์ก็ทรงติดใจในสภาวะจิตตอนนั้นมากอย่างไม่รู้ลืม แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยทำได้อีกเลย จนกระทั่งพระองค์ออกผนวชแสวงหาโมกขธรรม (Salvation) และทำสมาธิจนถึงขั้นเดิมได้บ่อย ๆ ถึงรู้ว่า สมาธิที่ทรงทำได้ตั้งแต่ขณะทรงพระเยาว์นั้น คือ ฌานสมาธิขั้นแรก (ฌานที่ 1)

หลายคนในยุคปัจจุบันนี้ เวลานั่งสมาธิแล้ว สามารถทำจิตให้สงบจากการรับรู้ภายนอกได้ชั่วขณะ จิตมีความสงบได้ที่และได้สัมผัสกับอารมณ์ของจิตในขั้นที่เรียกว่าฌานขั้นแรก (ปฐมฌาน) นี้ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง  ก็ทำให้มีความสุขปลื้มปีติอยู่กับอาการนั้นอยู่คนเดียว  ทำให้ติดใจในอาการเช่นนั้นอยู่  แต่ในระยะหลังพยายามที่จะทำให้เกิดอย่างนั้นอีกแต่ก็ทำไม่ได้  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าสมาธิที่ทำนั่นไม่มีแบบแผน ไม่มีหลักการ ไม่มีวิธีการที่จะล็อกอารมณ์เดิมได้  ทำให้เวลาทำสมาธิจึงไม่สามารถบังคับจิตให้เดินไปตามอารมณ์เดิมได้ จึงได้แต่เพียงผ่านไปพบอารมณ์นั้นเข้าเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นแล้วก็ไม่เคยพบเห็นอีกเลย แต่อารมณ์ที่ทำได้ในขณะนั้นจะยังติดใจไปตลอด

เรื่องนี้จะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ เหมือนกับเราเดินหลงเข้าไปในป่าลึกแล้วพยายามหาหนทางออกมาจากป่านั้น แต่เนื่องจากไม่มีแผนที่ไม่มีเข็มทิศ ไม่มีหลักการอะไรเลย หรือแม้แต่ไม่ได้ทำสัญลักษณ์อะไรไว้เลย  เที่ยวเดินวนเวียนอยู่ในป่านั้นหลายวัน บังเอิญว่าวันหนึ่งไม่รู้เดินอีท่าไหน แต่หลุดออกมาจากป่านั้นได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เราดีใจมากที่หลุดป่าออกมาได้

คราวนี้ตอนหลัง ถ้าสมมุติว่ามีคนจับเราไปปล่อยไว้ในป่าที่เดิมซึ่งเราหลงนั้น แล้วให้เราเดินออกมายังสถานที่เดิมที่เราหลุดออกมาจากป่าได้นั้น ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะออกมายังที่เดิมได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เราหลุดออกมาได้อย่างไร และสถานที่หลุดออกไปนั้นอยู่ตรงไหน ต่อเมื่อให้เรามีเครื่องมือ มีเข็มทิศ และเข้าป่าบ่อยๆ นั่นแหละจึงจะสามารถหาทางออกมาทางเดิมได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว

การทำสมาธิแบบไม่มีวิธีการไม่มีหลักการ สักแต่ว่านั่งไปเรื่อยๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำจิตให้สงบจนพบกับอารมณ์ที่เรียกว่า ฌานสมาธินี้ได้เหมือนกัน แต่ถ้าจะให้ทำได้เช่นนั้นอีกจึงเป็นเรื่องยากที่จะทำได้เหมือนเดิม บางคนบอกว่าในชีวิตนี้ทำได้เพียงครั้งเดียวจากนั้นมาไม่เคยทำได้อีกเลย

นอกจากนี้ วิธีการทำกรรมฐานในยุคปัจจุบัน แทบทุกแห่งล้วนแต่ปฏิเสธการได้ฌานทั้งนั้น  สอนแต่เพียงให้ผู้ปฏิบัตินั่งใช้สติเฝ้าจับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางอายตนะทั้ง  6  เป็นการไล่จับอารมณ์ไปตามอายตนะต่างๆ ที่รับรู้  ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เกิดฌานได้ เพราะฌานจะเกิดได้จิตจะต้องนิ่งอยู่ในใจอย่างเดียว พยายามตัดการรับรู้อารมณ์ภายนอกทั้งหมดทิ้ง จิตจะนิ่งอยู่กับอารมณ์ทางใจอย่างเดียว(เอกัคคตา - One Way) ฌานจึงจะเกิดได้

ถ้าหากว่าการใช้กรรมฐานซึ่งเป็นวิธีการฝึกจิตที่เป็นระบบตามหลักการของพระพุทธศาสนาจริง ๆ เรื่องของฌานสมาธิก็ไม่ได้เกินวิสัยของมนุษย์ที่จะทำได้   เรื่องบอกเล่าในอดีตที่ว่า สามารถทำฌานสมาธิได้กันมนุษย์ปัจจุบันนี้ก็มีศักยภาพไม่แพ้มนุษย์ในอดีต หรือบางครั้งอาจจะก้าวหน้ายิ่งกว่าในอดีตเสียด้วยซ้ำไป ถ้าในหลักการสามารถเป็นไปได้จริง ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์มากที่เราจะทำตามได้บ้าง และยังเป็นการพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยว่า เป็นจริงมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เพียงนับถือตามๆ กันมาเท่านั้น

ในข้อนี้พวกเราในยุคหลังก็ควรท่องคติพจน์ของพระพุทธองค์ตอนที่ไปศึกษายังสำนักอาจารย์สองท่านจนทำให้ได้ฌาน 8 ระดับไว้ในใจด้วย เผื่อจะเป็นกำลังใจในการลงมือปฏิบัติดู เพื่อให้เกิดฌานจริงๆ โดยพระพุทธองค์ตั้งคติประจำใจว่า

ท่านเป็นมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์

ท่านมีความเพียร เราก็มีความเพียร

ดังนั้น \ ถ้าท่านทำได้ เราก็ต้องทำได้

สำหรับท่านที่ต้องการฝึกจิตเพื่อให้เกิดฌานควรนำไปเป็นคติประจำใจท่องไว้ในใจเสมอๆ  และปฏิบัติตามหลักการจริงๆ ก็จะพบว่า เรื่องนี้เป็นจริงได้  แม้ในยุคปัจจุบัน

การฝึกจิตที่สามารถทำฌานสมาธิให้เกิดได้นี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะมีผลต่อการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ได้ครบทั้งทางด้านพฤติกรรมภายนอก ทางคำพูด และทางความคิดสติปัญญา นอกจากนี้ยังมีผลต่อการบรรลุธรรมในทางพระพุทธศาสนาโดยตรง ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเล่าตามที่หลายคนในปัจจุบันเข้าใจผิด

ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาได้พูดถึงเรื่องฌานที่มีผลต่อการบรรลุธรรมและทำให้เกิดอานุภาพต่างๆ ไว้หลายอย่าง  เพื่อความเข้าใจกระจ่างในเรื่องนี้  จะขอนำความหมายและผลที่ได้จากสมาธิมาอธิบายให้ฟัง ดังนี้

ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสถึงภิกษุผู้ได้ฌานแม้ได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ชั่วดีดนิ้วมือครั้งหนึ่งว่า การได้ฌานเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ขนาดนั้นก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ห่างไกลจากฌาน ที่จะทำได้ในกาลต่อไป ชื่อว่าได้ทำได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา  ได้ปฏิบัติตามโอวาทของพระศาสดาแล้ว  ถ้าผู้นั้นเป็นพระภิกษุก็จะฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า นี้พูดถึงการปฏิบัติได้ชั่วเวลาสั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงผู้ที่ทำได้นาน ๆ หรือทำได้มากกว่านี้

นอกจากนี้แล้ว พระพุทธองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า ฌานสมาธินี้สามารถที่จะทำให้สิ้นอาสวะกิเลสได้  ตั้งแต่ฌานขั้นแรกขึ้นไปก็สามารถปราบนิวรณ์ให้สงบระงับได้แล้ว แม้จะไม่หมดไปทีเดียวแต่ก็สามารถปราบได้เป็นคราวๆไป ไม่จำเป็นต้องพูดไปจนถึงฌานระดับที่สูงกว่านี้  ซึ่งแต่ละฌานล้วนมีหน้าที่ในการเผากิเลสเหมือนกันทั้งหมด

ในตอนหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า เพียงแค่คนที่ทำฌาน 4 อย่างได้  คือ ตั้งแต่ขั้นแรกไปจนถึงขั้นที่ 4 อย่างใดอย่างหนึ่งนี้จนเกิดความชำนาญผู้นั้นจะไหลไปสู่นิพพาน(นิพพานนินโน)  จะน้อมไปสู่นิพพาน(นิพพานโปโณ)  และทำนิพพานให้เต็มบริบูรณ์ได้ (นิพพานปัพภาโร)

ในพระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกได้บรรยายคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงได้ปัญญาในการตรัสรู้ว่า เพราะสาเหตุมาจากการได้ฌานเหล่านี้เป็นฐานให้ ตั้งแต่ฌานที่ 1 ไปจนถึงฌานที่ 8  หรือจะพูดให้ถูกต้อง ก็เป็นเพราะผลมาจากฌานสมาธินี้เองที่ทรงทำให้มีปัญญาตรัสรู้ได้  ดังนั้น แสดงว่าฌานสมาธินี้มีผลต่อการบรรลุธรรมในทางพระพุทธศาสนาโดยตรง และที่สำคัญฌานยังเป็นข้อสำคัญของมรรคมีองค์ 8 ประการ ข้อสุดท้าย คือ สัมมาสมาธิ (สมาธิที่ประกอบด้วยฌาน) ถ้าขาดข้อนี้ มรรคก็คงเหลือแค่ มรรค 7 ไม่ครบองค์แห่งการตรัสรู้แน่นอน

 

ในพระพุทธพจน์บทหนึ่งได้พูดถึงฌานที่ทำให้เกิดปัญญาและปัญญาได้มาจากฌานว่า  นัตถิ  ฌานัง  อะปัญฺญัสสะ แปลว่า ฌานไม่มีกับคนที่ไม่มีปัญญา  นัตถิ  ปัญญา  อะฌายิโน แปลว่า  ปัญญาก็ไม่เกิดกับคนที่ไม่มีฌานเหมือนกัน  และพระพุทธองค์ก็ยังทรงย้ำสรุปต่อไปอีกว่า ถ้าผู้ใดมีฌานจนทำให้เกิดปัญญาหรือมีฌานและมีปัญญา ผู้นั้นจะได้อยู่ใกล้นิพพาน (นิพพานสันติเก) อย่างแน่นอน

การได้ฌานสมาธิที่เป็นผลมาจากการฝึกจิตเป็นระบบตามวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ฝึกสามารถสำเร็จผลของการเป็นผู้ปฏิบัติธรรมได้อย่างสมบูรณ์  ดังมีคราวหนึ่งในตอนเย็นวันพระ  15  ค่ำ  พระอานนท์ได้ยืนมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินที่มีรัศมีส่องประกายก่อนจะลับขอบฟ้าไปอย่างสวยงามมาก  ท่านยืนมองไปจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ครั้นหันกลับมามองไปยังทางทิศตะวันออกซึ่งพระจันทร์เต็มดวงกำลังโผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้าขึ้นมาอีกฟากหนึ่ง พระจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญก็สวยงามไม่แพ้พระอาทิตย์กำลังจะตกดินเหมือนกัน ท่านพระอานนท์กำลังดื่มด่ำกับการมองพระอาทิตย์และพระจันทร์อยู่ แต่เมื่อกลับหลังหันมามองพระพุทธเจ้าซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางหมู่ภิกษุสงฆ์ภายใต้แสงจันทร์อันนวลผ่อง แต่พระรัศมีของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายออกมากลับมีความสวยงามกว่าแสงพระอาทิตย์และแสงดวงจันทร์ที่กำลังโผล่ขึ้นขอบฟ้ามาเสียอีก

พระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระพุทธองค์ว่า แสงแห่งพระอาทิตย์ในเวลาจะตกดินและแสงพระจันทร์เต็มดวงที่ขึ้นสู่ขอบฟ้าในยามที่ปราศจากเมฆหมอก ยังสวยสู้พระรัศมีของพระพุทธเจ้าไม่ได้

พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายถึงสิ่งที่รุ่งเรืองและงดงามในโลกนี้ 5 อย่าง  คือ

พระอาทิตย์  จะรุ่งเรืองในตอนกลางวัน

พระจันทร์จะรุ่งเรืองในตอนกลางคืน

พระราชาจะรุ่งเรืองในขณะทรงเครื่องพระราชอิสริยยศ

เหล่านักพรตผู้ที่จะรุ่งเรืองที่สุด ก็คือ ผู้มีฌาน

แต่พระพุทธเจ้าจะรุ่งเรืองทั้งกลางวันทั้งกลางคืนเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

จากเรื่องฌานสมาธิที่พูดมานี้ แสดงว่าการมีฌานสมาธิไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจตามที่มีหลายคนเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญควรยกย่องและควรเชื้อเชิญให้มีการนำไปฝึกปฏิบัติกันมากๆ เพื่อผลแห่งการชิมรสพระสัทธรรมของพระพุทธองค์

การทำสมาธิด้วยวิธีการทางพระพุทธศาสนาที่สามารถทำฌานสมาธิให้เกิดได้นี้ ไม่ว่าจะเป็นกสิณชนิดใดก็ตาม สามารถทำฌานได้สูงสุดเหมือนกัน และเมื่อเราทำภาพนิมิตกสิณให้เด่นชัดขึ้นมาในใจได้ ภาพกสิณที่ผุดขึ้นมาในใจนั้นจะเด่นชัดยิ่งกว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดินหรือกำลังโผล่พ้นขึ้นขอบฟ้าในยามเช้ามืดเสียอีก  ในขณะที่เราเห็นภาพกสิณในนิมิตเช่นนี้บ่อยๆ จิตจะสามารถล็อกอยู่กับอารมณ์กสิณนั้นได้ และเมื่อเพ่งอยู่กับนิมิตกสิณนั้นนานๆ จิตเริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น

บางครั้งอาจจะเห็นภาพนิมิตอื่นเกิดขึ้นมาบนนิมิตกสิณนั้นอีกต่อหนึ่ง  แล้วจิตก็จะสามารถล็อกภาพนิมิตที่ผุดขึ้นมานั้นได้เช่นกัน  จิตเพ่งพิจารณาดูภาพนั้นอย่างมีสติสัมปชัญญะ จิตก็สามารถที่จะเข้าใจและรู้เห็นอะไรได้บนภาพนิมิตนั้น เหมือนอย่างตอนที่พระพุทธองค์เห็นนิมิตการเกิดและการตายของสัตว์ทั้งหลายทั่วพื้นปฐพีในราตรีแห่งการตรัสรู้ ภาพเหล่านี้ก็เกิดขึ้นบนนิมิตของฌานในสมาธิเหมือนกัน

ดังนั้น ผลของสมาธิที่ได้จากฌาน จึงทำให้เกิดปัญญารู้เข้าใจความจริงขึ้นมาได้ เพราะอำนาจของฌานสมาธินี้เป็นผลทำให้เกิด ท่านจึงเรียกว่า ฌานเป็นเหตุ  ญาณ(ความรู้)เป็นผล  หรือสมถะเป็นเหตุวิปัสสนาเป็นผล  ทั้งฌานและปัญญา 2  สิ่งนี้จะต้องเกิดต่อเนื่องกันไปไม่ใช่แยกกันทำ

การปฏิบัติธรรมด้วยวิธีการปฏิเสธฌานสมาธิ  จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดฌานได้ เพราะเมื่อปฏิเสธฌานที่เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาแล้ว ปัญญาที่หวังกันจึงเกิดขึ้นไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่งเพราะความเข้าใจผิดของผู้ปฏิบัติเอง ที่มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดปัญญาโดยทั้งๆที่ไม่มีฐานรองรับจึงไม่อาจจะทำให้สำเร็จได้ เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้คนจำนวนมากคิดว่า ฌานสมาธิเป็นเรื่องเกินเลยวิสัยไม่อาจทำได้ในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าเรารู้ถึงหลักวิธีการและปฏิบัติตามวิธีที่พระพุทธเจ้าวางไว้ก็สามารถที่จะทำได้ เพราะว่าวิธีปฏิบัติหรือการบรรลุมรรคผล พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็น    อกาลิโก  แปลว่าไม่ขึ้นต่อยุคต่อสมัย (Timeless) สามารถปฏิบัติได้ตลอดทั้งในอดีต  ปัจจุบัน  และในอนาคต  ถ้าเราชาวพุทธรู้หลักการข้อนี้แล้ว การเดินตามรอยบาทของพระพุทธองค์ก็คงไม่ยากเท่าที่ควรนัก ขอเพียงอย่างพึงด่วนสรุปว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เท่านั้นก็พอ

นอกจากนี้ เรื่องของฌานสมาธิอย่างละเอียด ผู้เขียนได้อธิบายไว้ในหลายลักษณะจากหนังสือพลังกสิณ และกสิณกรรมฐานที่ทรงพลัง  ก่อนหน้านี้แล้ว  ถ้าหากได้ศึกษาโดยละเอียดก็จะหมดปัญหาในเรื่องนี้ได้

 

 

สถานที่ฝึกอบรมเพ่งกสิณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำนักปฏิบัติธรรมแห่งที่ ๑ ประจำกรุงเทพมหานคร

อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ชั้น ๓ วัดยานนาวา สาทร กรุงเทพ

เปิดฝึกอบรมเพ่งกสิณแก่บุคคลทั่วไป (มีอุปกรณ์กสิณไว้ให้ฝึก ผู้มีแผ่นกสิณแล้วไม่ต้องนำติดตัวไป) เปิดอบรมทุกวันอาทิตย์ และโอกาสพิเศษครั้งละ 2 วัน

(ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

 

เวลาฝึกอบรม 13.00 น. - 17.00น. เฉพาะวันอาทิตย์

ผู้ฝึกสอน

พระครูอนุศาสน์สุธรรมนันท์  พระครูสมุห์อุดม ปุญญกาโม

พระมหาสมบัติ ญาณวโร  ดร.จรูญ วรรณกสิณานนท์

สอบถามรายละเอียด โทร.02-212-6480, 01-448-5277,

เส้นทางไปวัด

วัดยานนาวา อยู่ที่ถนนตก เชิงสะพานตากสิน/สาทร ติดกับห้างโรบินสันบางรัก

รถเมล์สาย 1,  15,  17,  35,  75,  163,  ปอ. 4,  504,  ปอ.พ. 20

รถไฟฟ้า    BTS  สถานีตากสิน

เรือโดยสาร ท่าเรือสาทร

 

รูปห้องเพ่งกสิณ

รูปผู้เพ่งกสิณ

รูปผู้เพ่งกสิณเฉลิมพระเกียรติ

 

Last Updated on Friday, 18 September 2009 15:50