| ความรู้เบื้องต้นกสิณ |
| Written by Administrator |
| Monday, 28 August 2006 15:31 |
|
กรรมฐานยุคใหม่ New Meditation ง่ายกว่าเดิม เพิ่มอภิภายตนะ ละนิวรณ์ได้สูงสุด หยุดวัฏฏะได้แน่นอน The Greatest Power Meditation
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับผลของสมาธิ The beginning knowledge of concentration การทำสมาธิถือว่าเป็นจุดหมายหลักของผู้ที่ต้องการบรรลุธรรมในทางพระพุทธศาสนาทางตรงทีเดียว เพราะเป็นวิธีการปฏิบัติฝึกตนเพื่อให้จิตใจหลุดพ้นออกไปจากสนิมของจิตใจที่เราเรียกว่า กิเลส อันจะทำให้จิตมีความผ่องใส มีความนุ่มนวล ควรแก่การใช้ปัญญาในการพิจารณาเพื่อรู้ความจริงของโลกทั้งหมดได้อย่างแจ้งชัด ที่ประจักษ์แจ้งได้ด้วยตัวเอง (สันทิฏฐิโก) โดยไม่ต้องเชื่อตามคนอื่น
การทำสมาธินี้ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ได้แก่การฝึกจิตให้มีกำลังเข้มแข็งที่สามารถจะนิ่งสนิทอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้นิ่งอยู่กับสมาธิ เพื่อบังคับจิตให้สงบพุ่งตรงไปทางเดียว (one way) คือ ไปทางใจอย่างเดียว สามารถตัดขาดจากการรับรู้อารมณ์ทางร่างกายทั้งหมดได้ เท่าเวลาที่ผู้นั้นต้องการ ปกติแล้วจิตของมนุษย์จะซ่านไปรับรู้อารมณ์ตามประตูการรับรู้ (ทวาร) ของมนุษย์พร้อมๆ กันทั้ง 6 ทาง คือ สามารถมองเห็นได้ด้วยตา และได้ยินเสียงด้วยหู หรือได้กลิ่นต่างๆ มีการรับรู้ความเย็นความร้อนทางร่างกายได้ มีการคิดเรื่องในใจถึงความพอใจไม่พอใจไปพร้อมๆ กันได้ด้วย และแม้กระทั่งการชิมอาหารที่มีรสต่างๆ ก็สามารถทำได้พร้อมๆ กันไป
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว การรับรู้ของสัตว์ใดๆ ก็ตาม การทำงานของจิตจะเหมือนกันทั้งหมด เพราะสัตว์ทุกชนิดมีขันธ์ 5 (Five Aggregates) เท่ากันกับมนุษย์ เพียงแต่เกิดในภพที่ต่างกันเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงเฉพาะจิตของมนุษย์เท่านั้น การทำงานของจิตจะวิ่งรับอารมณ์ที่มากระทบยังประตูการรับทั้ง 6 ทางนั้นสลับกันไปมาอย่างรวดเร็วมาก ท่านบอกว่า จิตขณะเดียวที่รับรู้อารมณ์ที่มากระทบตัวเรา มีความเร็วกว่าอารมณ์ที่เข้ามากระทบพร้อมๆ กันทั้ง 6 ทาง ถึง 17 เท่า ศักยภาพต่างๆ (Potential) ของมนุษย์ในยุคปัจจุบันลดลงกว่าเดิมมาก เพราะสิ่งเร้ามีมากจริงๆ ทำให้มีความอดทนในการทำงานน้อยลง มีสมาธิในการเรียนรู้ที่สั้นลง มีความจำเสื่อมลง มีความหงุดหงิดมากขึ้น พร้อมทั้งความสามารถในหลายๆด้านเปลี่ยนไป ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเครื่องเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทแทน ทำให้มนุษย์สบายมากขึ้น และใช้เครื่องอำนวยความสะดวกเสียจนเคยชิน จนทำให้ไม่มีการพัฒนาศักยภาพภายในตัวเองขึ้นมา เมื่อเสวยสุขอยู่กับวัตถุจนเคยชินทำให้ไม่แสวงหาทางออกที่ถูกต้อง บางคนพอใจอยู่กับเครื่องอำนวยความสะดวกจนไม่ได้คิดถึงเรื่องของความเป็นจริง เอาแต่เพลินกับวัตถุให้หมดไปวันๆ ปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามกระแสวัตถุนิยมจนลืมตัวชนิดกู่ไม่กลับแล้วก็มีจำนวนมาก การทำสมาธิเป็นการสร้างปัจจัยภายในอย่างหนึ่งให้กับตนเอง จะเรียกว่าพลังจิตหรือพลังภายในก็ได้ตามแต่จะเรียกกัน เพราะปัจจัยภายในอันนี้จะเป็นกำลังสำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเผาทำลายนิวรณ์ (Obstacles) หรือสนิมของจิตได้ เพราะสนิมที่เป็นนิวรณ์เหล่านี้เอง ที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรมของมนุษย์ ทำให้จิตถูกหยุดชะงักทุกครั้งที่นิวรณ์เกิดขึ้น ทำให้ศักยภาพของมนุษย์ลดลงการเรียนไม่มีประสิทธิภาพ การทำงานไม่บรรลุผล นั่งนิ่งๆ ก็มีความหงุดหงิด ชีวิตเต็มไปด้วยความวุ่นวาย หาความสบายได้ยาก การทำสมาธิ (Meditation) ที่ถูกต้อง จะทำให้จิตมีกำลังต่อต้านกับนิวรณ์ (Obstacles) เหล่านั้นได้ และด้วยกำลังของสมาธิจะสามารถเผาทำลายนิวรณ์ได้ ทำให้จิตมีความบริสุทธิ์ผ่องใส ผ่าด่านอุปสรรคตัวนี้ไปได้ เป็นจิตที่มีความแข็งแกร่ง เป็นประกายมีภูมิความกันตัวเองจากอารมณ์ภายนอกได้ทุกอย่าง เรียกว่า จิตได้อภิภายตนะ (Special Resistance) คือ จิตมีภูมิคุ้มกันความบกพร่องทางอารมณ์ หรือมีภูมิคุ้มกันพิเศษทางอายตนะ ทำให้ไม่วุ่นวายใจเมื่อได้ประสบกับอารมณ์ที่ยั่วยุทั้งหลาย นอกจากนี้ ยังมีอานิสงส์ที่ทำให้ได้ศักยภาพอีกอย่างหนึ่ง คือ ได้สุภวิโมกข์ (Beautifully Liberation) พลังสมาธิที่มีส่วนช่วยเร่งให้มีการบรรลุธรรมได้เร็วขึ้นหรือได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเพราะได้อารมณ์ที่สวยงามจากสมาธิภายใน การทำสมาธิประเภทนี้ เมื่อจิตมีการพัฒนาได้ระดับแล้ว จิตจะบริสุทธิ์ นิ่งสงบอยู่เหนือการปรุงแต่งจากสิ่งเร้าทั้งหลาย ท่านเรียกว่า จิตเป็นอาเนญชาภิสังขาร (Formation of the Imperturbable) คือ จิตที่มีความมั่นคงไม่หวั่นไหวไปตามแรงกิเลส ผู้นั้นสามารถอยู่ในโลกได้อย่างสบายอย่างมีความสุข ในขณะที่คนอื่นๆ มีความสับสนวุ่นวาย หลังจากตายแล้ว พวกนี้จะไม่ตกนรก ปิดอบายภูมิได้ เพราะอำนาจของสมาธิที่ถูกต้อง จิตจะเลื่อนระดับจากจิตที่หมกมุ่นอยู่กับโลกวัตถุและโลกแห่งกิเลสทั้งหลายขึ้นไปอยู่ในระดับจิตที่มีอารมณ์ทางสมาธิเป็นที่ยึดของจิต (รูปาวจรจิตกับอรูปาวจรจิต) มีกิเลสเบาบางลง ถ้ายังไม่บรรลุธรรมสูงสุดถึงนิพพานได้ในชาตินี้ หลังจากตายแล้วจะไปเกิดยังพรหมโลก (รูปภพและอรูปภพ - Form Sphere and Formless Sphere) ในระดับต่างๆ ตามศักยภาพความบริสุทธิ์ของสมาธิจิตที่ได้ต่างกันมากน้อยเพียงใด เมื่อดำรงชีพอยู่ในพรหมโลกจนสิ้นอายุขัยแล้วจะนิพพาน(ดับสนิท)ได้ ณ พรหมโลกนั้นเลย โดยไม่ต้องกลับมาเกิดในสังสารวัฏและภพภูมิใดๆ อีกต่อไป ว่าที่จริงแล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นมาในโลกและจักรวาลนี้ พระพุทธศาสนาสอนว่า เป็นเพียงภาพการปรากฏขึ้นของจิต (วิญญาณธาตุ- Mind or Consciousness) อย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจในตัวเอง ถ้ามีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดพร้อมมูลกัน ก็ทำให้สัตว์เกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีผู้สร้างให้เกิด เหมือนกับการเกิดขึ้นของเมฆและฝน หรือ ลมพายุใต้ฝุ่น เป็นต้นไม่มีพระเป็นเจ้า (God) หรือพรหมใดๆ เป็นผู้สร้างหรือบันดาลให้เกิด ถ้ามีปัจจัยที่จะทำให้เกิดมีอยู่ สัตว์ต่างๆก็เกิดขึ้นได้ การเกิดและการดับก็มีได้ ทั้งการเกิดและการดับต่างก็มีปัจจัยในตัวเองเป็นตัวเพิ่มพลังทำให้มีการเกิดและการดับผลัดเปลี่ยนกันไปไม่รู้จบ เหมือนรถพลังงานแสงอาทิตย์ที่วิ่งไปและชาร์ทพลังไฟอื่นเพิ่มเข้าไปในตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้รถมีพลังงานวิ่งไปได้ไม่หยุด ปัจจัยพลังงานสำคัญที่ทำให้มนุษย์และสัตว์มีการเวียนเกิดและเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏไม่รู้จบนี้ คือ อวิชชา(Ignorance) ความเข้าใจผิด ตัณหา (Desire) ความต้องการอยากได้ชีวิตอมตะ และอุปาทาน (Clinging) จิตที่ยึดไว้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังมีเสบียงหนุนจากปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง คือ สังขาร (ตัวนำให้ไปเกิด) คือ บุญ บาป และ สมาธิ ปัจจัยที่สำคัญในการทำให้สัตว์ต่างๆ เวียนไปเกิดยังภพต่างๆ และทำให้สัตว์มีความไม่เสมอภาคนั้น ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย 3 อย่าง คือ 1. พลังบุญ (ปุญญาภิสังขาร - Moral Acts) 2. พลังบาป (อปุญญาภิสังขาร - Sinful) 3. พลังสมาธิ (อาเนญชาภิสังขาร - Meditation)
สิ่งทั้ง 3 ประการเหล่านี้ เป็นตัวผลักดันให้สิ่งมีชีวิต ทั้งหลายเกิดขึ้นมาในโลกได้ แล้วเป็นตัวจำแนกให้สัตว์มีความแตกต่างกันดังที่พวกเราเห็นว่าสัตว์แต่ละตัว มนุษย์แต่ละคน เทพแต่ละองค์ มีการเกิดในลักษณะที่แตกต่างกัน มีความเป็นอยู่ มีอาหาร มีรูปร่างลักษณะ หรือ มีการดำรงชีพที่แตกต่างกัน ก็เพราะบุญ บาป และสมาธิเหล่านี้เองเป็นปัจจัยหลักทำให้ต่าง ถ้าจะพูดไปแล้วก็แต่ละคนแต่ละท่านนั่นแหละสร้างตัวเอง ไม่มีใครยัดเยียดให้
ผู้ที่มีบุญมากเป็นปัจจัยหนุนให้ก็จะทำให้มีชีวิตที่ดีมีแนวโน้มไปในทางที่ได้รับความสุขสบายมาก มีปัจจัยในการดำรงชีพอย่างพร้อมมูลสะดวกสบาย มีคนคอยช่วยเหลือแบ่งเบาภาระอยู่ตลอดเวลา มียศตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ดำรงตนอยู่ด้วยความสุขสบายท่ามกลางหมู่ญาติมิตรบริวารและบุตรหลาน มีคนจำนวนมากให้เกียรติยกย่องนับถือยำเกรง เป็นที่หวังพึ่งของคนทั่วไป และมีอาหารสมบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง
ผู้ที่มีบาปมากเป็นปัจจัยหนุนส่งให้มาเกิด ก็จะมีแนวโน้มไปในทางได้รับความทุกข์มาก หรือมีความทรมานมาแต่กำเนิด เช่น มีอวัยวะพิกลพิการต่าง ๆ หรือมีอาหารปัจจัยการดำรงชีพที่ฝืดเคืองแร้นแค้นอดอยาก หรือไม่ก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นวัว ควาย สุนัข แมว เป็ด ไก่ ปู หรือปลา เป็นต้น ซึ่งเป็นสัตว์ที่ต้องดิ้นรนต่างๆ ทั้งในการแสวงหาอาหารเลี้ยงตัวเอง ในขณะเดียวกันก็คอยหลบหลีกซ่อนตัวหลีกหนีจากภัยต่างๆ ที่จะมีมาจากสัตว์ที่ใหญ่กว่าซึ่งคอยจ้องจะกินตัวเองเป็นอาหารอยู่ด้วยพวกที่มีบาปส่งให้มาเกิดนี้จะหาความเจริญใด ๆ แทบไม่ได้เลย
ส่วนพวกที่มีพลังจิตจากฌานสมาธิเป็นปัจจัยส่งให้ไปเกิด พวกนี้จะไปเกิดในภพภูมิที่เบาบางจากกิเลสมากและเป็นสุขมากกว่าพวกที่ได้บุญและบาปเป็นปัจจัยส่งให้เกิดหลายเท่านัก ภพที่พวกได้พลังจิตจากฌานสมาธิเป็นปัจจัยส่งให้นี้ จะไปเกิดในพรหมโลกด้วยอำนาจของฌาน โดยมีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีในตัวเอง ท่องเที่ยวไปในอากาศได้ พวกนี้เรียกว่า พรหม ซึ่งจะมีทั้งพรหมประเภทที่มีร่างกายตัวตน คือ รูปพรหม และ พรหมที่มีแต่สภาวะจิตอย่างเดียวไม่มีรูปร่างปรากฏให้เห็น คือ อรูปพรหม ซึ่งการจะเกิดเป็นพรหมชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับพลังของฌานสมาธิแบบไหนจะส่งให้ไปเกิด
ประการสำคัญที่สุด คือ ถ้าผู้นั้นเกิดเป็นพรหมด้วยอำนาจของฌานสมาธิในพระพุทธศาสนา เมื่อสิ้นอายุขัยในพรหมโลกแล้วจะสามารถนิพพานได้ในพรหมโลกนั้นเลย ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ( Wheel of Rebirth) อีกต่อไป เป็นการสิ้นทุกข์อย่างถาวรในพรหมโลกนั้นเอง เพราะโซ่ตรวนแห่งกิเลสที่หนักๆ ถูกตัดทิ้งไปได้แล้ว การที่มนุษย์และสัตว์ต่างๆ เป็นไปตามผลของบุญ บาป และสมาธิของตัวเองเป็นปัจจัยส่งให้ไปเกิดตามที่กล่าวมานี้ มนุษย์จึงควรเลือกวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด ซึ่งจะมีผลส่งให้ตนเองดำรงชีพอยู่ด้วยความเป็นสุขอยู่ได้ทั้งในปัจจุบันและที่จะส่งผลต่อไปในอนาคตด้วย ชีวิตในสังสารวัฏนี้ยาวนานหาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่พบ ความเป็นอยู่ในสังสารวัฏของแต่ละคนขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ตัวเองเป็นผู้สั่งสมไว้ทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกทำเฉพาะปัจจัยที่จะก่อให้เกิดสุขที่เป็นผลดีแก่ตนเองดีกว่าทำปัจจัยที่ไม่ดีอันจะนำทุกข์มาให้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
การเจริญสมาธิ จนสามารถทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิจนถึงขั้นที่เรียกว่าฌาน (Absorption)ได้นี้ เป็นปัจจัยที่ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับบุญและบาป เพราะสมาธิสามารถทำให้เกิดพลังฌานสมาธิได้สูงสุด อันจะเป็นปัจจัยส่งให้ไปเกิดในภพที่เบาบางจากอกุศลกรรมและพัฒนาจิตต่อไปจนถึงการสิ้นทุกข์ คือ นิพพานหรือปรินิพพาน (Extinction)ได้ในที่สุด การฝึกสมาธิจนจิตสงบจะทำให้นิวรณ์ (อุปสรรคของการบรรลุธรรม) ต่างๆ หมดไป จากนั้นจิตจะมีการพัฒนาสูงขึ้นไปจนถึงมรรคผลและนิพพานในที่สุด อันเป็นการสิ้นทุกข์อย่างถาวร เพราะหมดปัจจัยที่จะก่อให้เกิดในภพภูมิต่าง ๆ อีกแล้วจึงดับไปเหมือนไฟหมดเชื้อ สรุปว่า พลังอำนาจที่นำเราให้ไปเกิดและท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏนี้ มีความเป็นมนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง ตกนรกบ้าง ขึ้นสวรรค์บ้าง และ เป็นพรหมบ้าง ต่าง ๆนานาเหล่านี้ ล้วนเกิดมาจากอำนาจของบุญบ้าง บาปบ้าง และ ฌานสมาธิบ้าง เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งให้ไปเกิด ไม่มีอำนาจพิเศษนอกเหนือจากนี้ พลังความดีความชั่วในตัวเราเองเป็นตัวก่อให้เกิดเราขึ้นมา ถ้าความชั่วมากก็จะส่งไปเกิดในอบายภูมิ ถ้าความดีมากก็จะส่งไปเกิดในสุขคติภูมิ แต่ถ้าพลังฌานสมาธิมากก็จะส่งให้เปลี่ยนไปเป็นพระอริยะเจ้าและนิพพานได้ในชาตินี้ หรือเป็นพระอริยะบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งที่จะกลับมาเกิดได้อีกอย่างมากที่สุดไม่เกิน 7 ชาติแล้วจะนิพพานได้เช่นกัน หรือจะส่งให้ไปเกิดเป็นพรหมแล้วนิพพานในพรหมโลกนั้นเลยก็ได้ ทั้งหมดนี้เกิดมาจากสมาธิเป็นปัจจัยสำคัญ
ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจความจริงอย่างนี้แล้ว จึงควรเลือกสรรปฏิบัติให้ถูกวิธีที่จะเป็นปัจจัยส่งผลให้เป็นไปตามที่ตนต้องการได้ คือ ทำเหตุให้สมบูรณ์แล้ว ผลจะงอกงามขึ้นมาเองตามเหตุที่สร้างสมไว้ ตัวเราเองสามารถที่จะเลือกเกิดก็ได้ เลือกดับก็ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการอบรมจิตเป็นสำคัญ
|
| Last Updated on Friday, 18 September 2009 15:32 |